ชุดอยุธยา


          การแต่งกายของชาวอยุธยา ได้รับอิทธิพลการแต่งกายมาจากอาณาจักรข้างเคียง เช่น ลพบุรี สุโขทัย และล้านนา
ปะปนกัน เนื่องจากมีเขตแดนติดต่อกัน และมีความผูกพันกันทางเครือญาติอีกด้านหนึ่งด้วย เครื่องแต่งกายในสมัยอยุธยาสรุปได้เป็น ๓ ยุค คือ

ยุคที่ ๑ พ.ศ.๑๘๙๓ ถึง พ.ศ.๒๑๗๑ มี ๓ แบบ คือ

      ๑. เสื้อคอแหลม  แขนสั้นค่อนข้างมาก ผ่าอกตลอด ปลายแขนตัดเฉียง  ทำให้ปลายเชิด ขึ้นเล็กน้อย
      ๒. เสื้อทรงประพาส  แบบเสื้อครุย
      ๓. เสื้อกระโจมอก  ลักษณะเป็นเสื้อคอกลม แขนสั้น  ตัวยาวถึงสะโพก จับให้เป็น รอยจีบแถวหน้าอก ขุนนางผู้ใหญ่สวมศรีเภท  หรือ
เศียรเภท (สันนิษฐานว่าเป็นลอมพอก)  ขุนนางชั้นรอง ลงมา สวมหมวกยอดแหลมและผ้าโพก การนุ่งผ้ามีทั้งนุ่งโจงกระเบนและนุ่งกางเกง
ผ้ามี ๔ สี  ผ้าดำ  ผ้าเขียว ผ้าชมพู และผ้าแดง ผ้าแดงใช้ตัดเครื่องแบบทหาร ใช้ในยาม สงคราม และตามเสด็จประพาสป่าเพื่อให้เป็นที่สังเกตได้
แต่ไกล ป้องกันมิให้ทำอันตรายกันเอง สมเด็จกรมพระยาดำรงราชานุภาพ  ทรงสันนิษฐานว่า  ผู้ชายไทยเริ่มตัดมุ่นมวยผม คือ ไว้ผมเฉพาะที่
กลางกระหม่อม ต้นผมนอกไร่ต่อลงมาโดยรอบโกนเกลี้ยงดังผมพระ บางคนเรียก ผมหลักแจว หรือทรงมหาดไทย

ยุคที่ ๒ พ.ศ.๒๑๗๓  ถึง  พ.ศ.๒๒๗๕   เสื้อเครื่องแบบขุนนางสมัยนี้มีหลายแบบ ด้วยกัน เช่น

      เสื้อเครื่อง  เป็นเสื้อผ้าดอกแขนยาว มีทั้งคอปิดและคอตั้ง ผ่าอกตลอด ติดดุมท่อนบน ๗ - ๘ ดุม ตัวยาวถึงสะโพก ขลิบปลายแขนและ
รอบเอวด้วยสีต่าง ๆ เป็นเสื้อเครื่องแบบสำหรับ ข้าราชการ ชั้นพระยา  พระ  หลวง  ขุน  หมื่น
 
     คำว่า “เครื่อง” ในพงศาวดารโยนก หมายความว่า “ทหาร”  ดังนั้น  “เสื้อเครื่อง” อาจหมายถึง เสื้อทหารก็ได้
      เสื้อกุตไต เป็นเสื้อผ้าตาหรือผ้าดอก แขนสั้น คอกลมมีสายใหญ่ที่คอขลิบปลายแขนและรอบเอวด้วยผ้าต่างสี ตัวสั้นกว่าเสื้อเครื่อง บางครั้ง
ก็สวมแล้วนุ่งผ้าทับ  บางครั้งก็สวมทับผ้านุ่ง
      เสื้อเสนากุฎ เป็นเสื้อที่พิมพ์สีสลับเป็นลายมีสีแดงเหมือนน้ำหมากมากกว่าสีอื่น ที่อกเป็นลายสิงห์ขบ ตามตัวเป็นลายต่าง ๆ กัน มีเกล็ดเกราะ
ลายดอกไม้ ลายกนก เดิมเป็นเสื้อ แขนสั้น คงจะเริ่มมีในสมัยสมเด็จพระนเรศวรมหาราช (พ.ศ.๒๑๓๓ ถึง พ.ศ.๒๑๔๘)  เป็นเสื้อที่ใช้กันมา
เป็นเวลานานมากจนถึงรัชกาล ที่ ๕ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์ แขนเสื้อยาวมาถึงข้อมือ
      
เสื้อทรงประพาส เป็นเสื้อมีปกคอกว้างจนยกเป็นอินทรธนู และต่อแขนยาวจากไหล่ใต้ปกออกไปตัวเสื้อกับแขนเป็นผ้าคนละสี แขนตัดตาม
ลายขวางของผ้า ในรัชกาลสมเด็จ พระนารายณ์มหาราช กรมช้างซึ่งเป็นกรมใหญ่ที่สุด ใช้แต่งกับลอมพอกและแต่งกันมาจนถึง รัชกาลที่ ๓
แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
      เสื้อครุย เป็นเสื้อที่ใช้กันมาเก่าแก่ตั้งแต่สร้างกรุง อาจเป็นเสื้อผ้าที่เรียกกันว่า  “สนอบ” ที่กล่าวถึงในกฎมณเฑียรบาล  เป็นเสื้อตัวไม่ยาวนัก
แขนสั้น ผ่าอกตลอด  ตกมาถึงสมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราช  ตัวเสื้อยาวขึ้น แขนกว้างขึ้นแต่เป็นแขนสามส่วนทำด้วยผ้าขาวบางหรือ ผ้าโปร่ง  
ตกแต่งด้วยลายตามฐานะและตำแหน่ง   การนุ่งผ้าได้มีแบบแผนสำหรับข้าราชการใน สมัยสมเด็จพระนารายณ์มหาราชกำหนดไว้ใน
“พระตำหรับนุ่งผ้าขี่ช้าง” มีอยู่ ๔ อย่าง คือ เกไล บัวตูม  บัวบาน  และบัวจีบ  เครื่องประดับศีรษะของขุนนางข้าราชการในเวลามีงานพระราชพิธี
และงานเสด็จพระราชดำเนินพยุหยาตรา ขุนนางกรมช้างใช้ลอมพอก ข้าราชการชั้นผู้ใหญ่มี สมุหกลาโหมและสมุหนายกใช้หมวกปีกใหญ่ ไม่หลบ
ปีกแต่เชิดขึ้นเล็กน้อย ทหารใช้หมวกปีก สั้นมากพอปิดตีนผม  ส่วนจอมหมวกนายทหารเอกสูงสุดครอบมวยผมอย่างสูงไว้ภายในมียอด จอมเนิน
เป็นบัวตูม  รองรับด้วยบัวคว่ำรอบจอมเบื้องล่าง  มีเกี้ยวกระจัง (เครื่องสวมจุก) นาย ทหารรองลงมาคล้ายกันแต่ยอดจอมแหลม 
หมวกพลทหาร ยอดจอมมน

ยุคที่ ๓ พ.ศ.๒๒๗๕ ถึง พ.ศ.๒๓๑๐

      เครื่องแบบข้าราชการในยุคนี้ มีตำรากำหนดไว้ว่าจะต้องแต่งเครื่องแบบเต็มยศ  ในงานพระราชพิธี ดังนี้
      มหาดเล็ก ได้แก่  หัวหมื่น  ซึ่งมีบรรดาศักดิ์เป็นจมื่น  เป็นหัวหน้ารับผิดชอบรองลงมา  ได้แก่ นายเวร จ่า จ่าหุ้มแพร ผู้ลงเรือพระที่นั่งต้อง
แต่งเครื่องแบบเต็มยศ  นุ่งผ้าสมปักลาย ห่ม เสื้อครุยใส่ลอมพอก  และคาดผ้าเกี้ยวตามบรรดาศักดิ์ สะพายดาบตามตำแหน่ง
      มหาดเล็กธรรมดา  นุ่งผ้าลาย  ห่มเสื้อครุย ใส่พอกเกี้ยว ถ้าเสด็จไปทอดพระเนตรการมหรสพ เจ้ากรม ปลัดกรม นุ่งสมปักลาย ห่มเสื้อครุย 
เจ้ากรมสะพายกระบี่  ปลัดกรมขัดดาบ หัวหมื่นสะพายดาบ ถือหอก
      ถ้างานไม่ใหญ่โตนัก ให้แต่งกายนุ่งผ้าสมปักใส่เสื้อครุย คาดดาบ
      ถ้าเป็นงานเสี่ยงอันตราย เช่น ทอดพระเนตรเสือในวัง จึงให้นุ่งผ้าไหมเกี้ยว ผ้าเกี้ยว
      ถ้าแห่ออกนอกวังให้นุ่งผ้าแกมไหม  ห่มเสื้อหนาว  นุ่งผ้าเกี้ยว
      ถ้าเสด็จออกงานทำนองสวนสนามในวังหรืองานที่ไม่สำคัญนอกวังเป็นงานปกติให้นุ่งสมปัก ห่มเสื้อครุย คาดดาบ งานเต็มยศให้นุ่งสมปักลาย
ห่มเสื้อครุยใส่พอกเกี้ยวตามบรรดาศักดิ์ เจ้ากรมสะพายกระบี่ ปลัดกรมคาดดาบ หัวหมื่นถือดาบ สะพายดาบ
      การนุ่งผ้า ผ้านุ่งที่สำคัญที่สุด คือ “ผ้าสมปัก” เพราะเป็นผ้าทางราชการยศก็ดีสังกัดก็ดี สังเกตได้จากผ้าสี โดยปกติไม่นุ่งกันนอกจากเข้าเฝ้า
หรือตามเสด็จพระราชดำเนิน แม้แต่นุ่งจาก บ้านจะเข้าวังก็ใช้ผ้าอื่นนุ่งมาก่อน สมปักให้ทนายถือตามมานุ่งในวัง
      ผ้าสมปัก เป็นผ้าไหมหน้าแคบต้องต่อให้กว้าง  โดยใช้ผ้าสองผืนต่อกัน เรียกว่า “เพลาะ” เมื่อเพลาะแล้วจะกว้างประมาณ ๑๖๐ เซนติเมตร
ซึ่งกว้างกว่าผ้านุ่งธรรมดา  ๑/๔  ยาว  ๑/๒  เวลานุ่งเต็มยศ  ใช้ผ้าสมปักลายต่าง ๆ  เวลานุ่งเข้าเฝ้าตามปกติ  นุ่งผ้าไหมสีต่าง ๆ  ผ้าสมปักที่มี
เกียรติยศสูงสุด  คือ  สมปักปูม เป็นสมปักที่ทอด้วยไหมมีลายดอกเป็นตา ๆ  สมปักที่ต่ำสุด  คือ สมปักริ้ว
      ในยามปกติไม่มีการงานสำคัญ ขุนนาง ข้าราชการ  ก็คงนุ่งผ้าผืนห่มผืนเหมือนชาวบ้าน ทั่วไป  แม้ในยามเข้าเฝ้าพระเจ้าอยู่หัวตามปกติ
ประจำวันที่ไม่มีงานพระราชพิธีหรือรับแขกเมืองขุนนาง ข้าราชการก็คงแต่งกายตามอัธยาศัย นุ่งโจงกระเบนสวมเสื้อบ้างไม่สวมเสื้อบ้าง เนื่องจาก
อากาศร้อน

 



 

ท่องเที่ยว กรุงเทพ วัฒนธรรมไทย ประเพณีไทย

ภาพโบราณ ชุดไทย ชุดอยุธยา เช่าชุดไทย ชุดล้านนา ชุดรัตนโกสินทร์ ถ่ายภาพ สตูดิโอถ่ายภาพ รับปริญญา แต่งงาน ไทยประยุกต์ สตูดิโอถ่ายภาพ
ภาพโบราณ ภาพไทย ชุดไทย างกอกสตูดิโอ สตูดิโอถ่ายภาพโบราณ ตำนานไทย