ชุดรัตนโกสินทร์  

       วัฒนธรรมการแต่งกายในสมัยนี้ ทั้งทรงผม เสื้อผ้าอาภรณ์และเครื่องประดับต่างๆ ยังคงลักษณะบางอย่างที่สืบเนื่องมาจากสมัยอยุธยา แต่มี
แตกต่างกันไปตามชุมชนทั้งในเมืองและท้องถิ่นต่าง ๆ
       การแต่งกายตามประเพณีนิยมในภูมิภาคต่าง ๆ ของราษฎรจะแตกต่างไปจากประเพณีนิยมของราษฎรในเขตราชธานีภาคกลางแม้แต่สังคม
ของคนกรุงเทพฯ ยุคนั้นการแต่งกายของราษฎรทั่วไปยังต่างกันไปตามชนชาติ ซึ่งเข้ามาตั้งถิ่นฐานบ้านเรือนในขณะนั้น กลุ่มชนชาติต่าง ๆ  อันมี
พวกมอญ จาม ฝรั่ง ส่วนใหญ่รับราชการประจำกองทัพ คนจีนรับราชการในด้านกิจการค้าของรัฐในสังกัดกรมท่า คือการค้าสำเภาและการเก็บ
ภาษีอากรภายใน การแต่งกายโดยทั่วไปของคนในสมัยนี้

         ชาย
ไว้ผมตัดสั้นที่เรียกว่า “ผมมหาดไทย” นุ่งผ้าโจงหรือ จีบ ตามธรรมดา ไม่นิยมสวมเสื้อ ยกเว้นในเทศกาลเข้าร่วมในงานพระราชพิธีต่างๆ

         หญิง
ห่มสไบ นุ่งผ้าโจงหรือผ้าจีบ เครื่องประดับชายหญิงและเด็กรวมทั้งเครื่องแต่งกายนั้น มีมากน้อยแตกต่างกันไปตามฐานะของกลุ่มคนในสังคม
ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มคนชั้นสูงและราษฎรสามัญ ลักษณะการแต่งกายตามแบบจารีตนิยมนี้เริ่มเปลี่ยนแปลงไป เมื่ออิทธิพลของชาติตะวันตกขยายตัว
เข้ามาในดินแดนแถบนี้มากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสมัยรัชกาลพระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ความเปลี่ยนแปลงทางวัฒนธรรม
การแต่งกายนี้ได้เกิดในกลุ่มชนชั้นนำก่อน

         การแต่งกายของชนชั้นสูง
       คนชั้นสูงในสังคมไทยต้นรัตนโกสินทร์ คือชนชั้นผู้นำที่มีบทบาทหน้าที่ในการบริหารราชการแผ่นดินมีองค์พระมหากษัตริย์ทรงเป็นผู้นำสูงสุด
รองลงมาคือพระบรมวงศานุวงศ์ และถัดมาคือ ขุนนาง แบ่งฐานะเป็น ๒ ระดับตามตำแหน่งที่กำหนดไว้ในระบบราชการคือ ขุนนางชั้นสูง ซึ่งเป็น
ขุนนางสัญญาบัตร ศักดินา ๔๐๐ ได้รับการถวายตัวในเวลาเข้ารับราชการ  คนกลุ่มนี้มีตำแหน่งเข้าเฝ้าหน้าพระที่นั่งในเวลาเสด็จออกว่าราชการ
แผ่นดิน หรืองานพระราชพิธีต่าง ๆ รวมทั้งการต้อนรับแขกเมือง  ทูตานุทูตต่างชาติ  ขุนนางอีกระดับคือขุนนางผู้น้อย ศักดินาต่ำกว่า ๔๐๐ ไม่มี
ตำแหน่งในเวลาเข้าเฝ้า คนกลุ่มนี้นอกจากเป็นพวกเสมียนทนายประจำตัวของขุนนางผู้ใหญ่แล้วยังมีอีกพวกคือ กลุ่มคนจีนที่เข้ามาสร้างฐานะทาง
เศรษฐกิจ ในสมัยต้นรัตนโกสินทร์ที่มาประกอบการค้าขายแลกเปลี่ยนสิ่งของภายในชุมชน  หรือเป็นเจ้าภาษีนายอากรของรัฐเป็นผู้ควบคุมดุแล
การค้ากับต่างประเทศ คือการค้าสำเภา คนกลุ่มนี้ได้รับพระราชทานตำแหน่งและยศศักดิ์ทางราชการ แต่มีศักดินาต่ำกว่า ๔๐๐ กลุ่มครอบครัว
คนชั้นสูง ทั้งหญิงชายและเด็กที่เป็นเจ้านายและขุนนางเหล่านี้ มีวิถีชีวิตที่ถูกกำหนดด้วยแบบแผนและขนบธรรมเนียมทางราชการ การแต่งกาย
จึงเป็นไปตามรูปแบจารีตประเพณี

       รัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว ได้มีการแก้ไขวัฒนธรรมการแต่งกายอย่างเป็น “การใหญ่” โดยเริ่มนำแบบการแต่งกาย
ของชาวตะวันตกมาผสมผสานกับแบบการแต่งกายตามประเพณีเดิม โปรดให้เปลี่ยนการไว้ทรงผมจากทรงมหาดไทยมาไว้ผมยาวแล้วตัดแบบฝรั่ง เพื่อให้เหมาะสำหรับ "การเข้าสมาคมแบบฝรั่ง” เป็นการปรับปรุงตามประเพณีนิยมของชาวตะวันตกเป็นครั้งแรก หลังจากการเสด็จประพาสอินเดีย
และพม่าในปีต่อมา ได้โปรดให้แก้ไขแบบการแต่งกายตั้งแต่ครั้งเสด็จสิงคโปร์นั้น เพื่อมากำหนดเป็น “ยูนิฟอร์ม” (UNIFORM)สำหรับเจ้านาย
และขุนนางเมื่อเข้าเฝ้า โดยแก้ไขแบบเสื้อ ซึ่งไม่เหมาะสำหรับอากาศเมืองไทย มาเป็นสวมเสื้อนอกสีขาวคอปิด ติดกระดุมห้าเม็ดแทน เรียกว่า "ราชแปตแตน” (RAJ PATTERN ภายหลังเพี้ยนเป็นเรียกว่า “ราชปะแตนท์” ) และยังคงนุ่งผ้าม่วงโจงกระเบน สวมถุงน่องรองเท้า เหตุที่คง
ถุงน่องไว้เชื่อว่าเป็นเพราะเห็นเป็นเครื่องแต่งกายที่สุภาพ
        
         ชายสามัญ
โดยทั่วไปนุ่งโจงกระเบนผ้าลายผ้าพื้นหรือนุ่งผ้าลอยชายนิยมไม่ใส่เสื้อ ชายสูงอายุจะใช้ผ้าขาวม้าหรือผ้าชนิดอื่นพับ
แตะไว้ที่บ่า ส่วนคนหนุ่มจะใช้ผ้าคล้องไหล่ทิ้งชายมาข้างหน้า หรือห้อยคล้องคอโดยทิ้งชายไปข้างหลัง โดยสามารถใช้ประโยชน์เป็นทำผ้ากราบ
ปัดยุงและยังคงไม่สวมรองเท้า

         คนชั้นสูง เมื่อแต่งกายแบบลำลอง นุ่งผ้าลอยชายหรือผ้าโสร่ง สวมเสื้อคอกลมผ้าขาวบาง แขนเพียงศอก สมัยนี้ชายส่วนใหญ่เลิกไว้
ผมทรงมหาดไทย มาไว้ผมยาวแล้วตัดอย่างฝรั่ง มีทั้งหวีแสกและหวีเสย นิยมตบแต่งร่างกายตามความนิยมแบบฝรั่งด้วย เช่น ห้อยสายนาฬิกาพก
ที่อกเสื้อ สวมหมวกรูปทรงแบบยุโรป คล้องไม้เท้าไว้ที่แขน ขุนนางบางคนไว้หนวดหนาปรกริมฝีปาก  

       การแต่งกายของสตรี โดยเฉพาะสตรีในราชสำนัก มีการดัดแปลงแก้ไขหลายครั้ง ต้นรัชกาลการภายในวังฝ่ายในขึ้นกับ
สมเด็จบรมพระยาสุดารัตนราชประยูร (พระราชธิดาในรัชกาลที่ ๓) ซึ่งโปรดให้เจ้านายฝ่ายในเปลี่ยนจากนุ่งโจงมานุ่งจีบห่มแพรสไบเฉียงตัวเปล่า ถึง พ.ศ. ๒๔๑๖ พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว โปรดให้แก้ไขใหม่คือให้คงการนุ่งจีบไว้เฉพาะเมื่อจะแต่งกับห่มตาดหรือสไบปัก ซึ่งเป็น
เครื่องแต่งกายเต็มยศใหญ่ของสตรีในวังเท่านั้น ปกติให้นุ่งโจงใส่เสื้อแขนกระบอก แล้วห่มผ้าสไบเฉียงทับตัวเสื้อ และให้สวมรองเท้ากับถุงเท้าหุ้ม
ตลอดน่อง สำหรับเสื้อแขนกระบอกในสมัยนี้ มีการดัดแปลงเป็นแบบต่าง ๆ แล้วแต่จะตบแต่งตามความพอใจของแต่ละบุคคล เชื่อว่า เมื่อเลิกนุ่งจีบ
ห่มสไบตัวเปล่าเครื่องประดับแบบที่เหมาะกับการแต่งกายดังกล่าว เช่น สร้อยสังวาลย์ กำไลต้นแขน จี้ขนาดใหญ่ ก็มักจะไม่ได้นำออกมาใช้ จึงหันไปประดับเครื่องประดับอื่นแทน เช่น เข็มกลัดติดผ้าสไบ ทำรูปแบบอย่างเข็มกลัดติดเสื้อของสตรีตะวันตก

 

 

ท่องเที่ยว กรุงเทพ วัฒนธรรมไทย ประเพณีไทย

ภาพโบราณ ชุดไทย ชุดอยุธยา เช่าชุดไทย ชุดล้านนา ชุดรัตนโกสินทร์ ถ่ายภาพ สตูดิโอถ่ายภาพ รับปริญญา แต่งงาน ไทยประยุกต์ สตูดิโอถ่ายภาพ
ภาพโบราณ ภาพไทย ชุดไทย างกอกสตูดิโอ สตูดิโอถ่ายภาพโบราณ ตำนานไทย